กำลังมองหา โรงงานผลิตบรรจุภัณฑ์กระดาษ ที่ได้มาตรฐานอยู่ใช่ไหม? เจาะลึกวิธีเลือกโรงงาน มาตรฐาน ISO/GMP และเทคนิคตรวจสอบคุณภาพกล่องกระดาษ เพื่อสร้างแบรนด์ให้ปัง ยอดขายพุ่ง คลิกอ่านเลย!
- มาตรฐานต้องชัวร์: เลือกโรงงานที่มี ISO 9001 และ GHP/HACCP การันตีความปลอดภัย โดยเฉพาะ Food Grade
- คุณภาพต้องเป๊ะ: ต้องผ่านการทดสอบความแข็งแรง 8 ขั้นตอน (รับน้ำหนัก/กันชื้น/กันกระแทก)
- บริการครบวงจร: มองหาโรงงาน One-Stop Service (ออกแบบ-ผลิต-ส่ง) ช่วยคุมงบและเวลาได้ดีกว่า
- รักษ์โลกเพิ่มมูลค่า: ใช้บรรจุภัณฑ์กระดาษ Eco-friendly ช่วยสร้างภาพลักษณ์แบรนด์ให้ดูดี มีราคา
คุณเคยเจอปัญหาเหล่านี้ไหม? กล่องบุบระหว่างขนส่ง, สีกระดาษเพี้ยนไม่ตรงปก หรือบรรจุภัณฑ์ส่งกลิ่นรบกวนสินค้า ปัญหาเหล่านี้แก้ไขได้หากคุณเลือกพาร์ทเนอร์การผลิตที่ถูกต้อง บทความนี้จะพาคุณไปอ่านข้อมูลดีๆเป็นมาตรฐานการผลิตที่ทั่วโลกยอมรับ วิธีการตรวจสอบคุณภาพกระดาษแบบมืออาชีพ และเคล็ดลับการเลือกโรงงานที่จะช่วยยกระดับสินค้าแบรนด์ของคุณให้ดูพรีเมียมและรักษ์โลกไปพร้อมกัน

ทำไมต้องเลือก “โรงงานผลิตบรรจุภัณฑ์กระดาษ” ที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม?
ปัจจุบันที่ “ความยั่งยืน” (Sustainability) ไม่ใช่แค่ทางเลือก แต่คือ “ทางรอด” ของธุรกิจ ปัญหาขยะล้นเมืองและภาวะโลกร้อนทำให้พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ข้อมูลทางการตลาดระบุชัดเจนว่าลูกค้าในปัจจุบัน ยินดีจ่ายแพงขึ้น เพื่อสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การเลือกใช้บริการจากโรงงานผลิตบรรจุภัณฑ์กระดาษที่ได้มาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อม จึงเป็นการลงทุนที่สร้างผลกำไรระยะยาวให้กับแบรนด์
ประโยชน์เชิงลึกของการเลือกบรรจุภัณฑ์กระดาษรักษ์โลก
1.สร้างความภักดีของลูกค้าด้วย Green Marketing
บรรจุภัณฑ์คือด่านแรกที่สื่อสารกับลูกค้า การใช้กล่องกระดาษที่ระบุสัญลักษณ์รักษ์โลก หรือใช้หมึกพิมพ์ Soy Ink จะช่วยสร้าง Brand Storytelling ที่แข็งแกร่ง ทำให้ลูกค้ารู้สึกดีที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการช่วยโลกทุกครั้งที่ซื้อสินค้าของคุณ เป็นการสร้าง Loyalty ที่เหนือกว่าคู่แข่ง
2.ลดความเสี่ยงทางธุรกิจและกฎหมายในอนาคต
ทั่วโลกและประเทศไทยกำลังเดินหน้าสู่มาตรการงดใช้พลาสติก (No Plastic Policy) และอาจมีการเก็บภาษีบรรจุภัณฑ์ที่ทำลายสิ่งแวดล้อมในอนาคต การเริ่มต้นใช้บรรจุภัณฑ์กระดาษจากโรงงานมาตรฐานตั้งแต่วันนี้ คือการ Future-Proof หรือเตรียมธุรกิจให้พร้อมรับมือกับกฎระเบียบใหม่ๆ โดยไม่ต้องปรับตัวฉุกเฉิน
3.สนับสนุนเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy)
การเลือกใช้บรรจุภัณฑ์กระดาษจากโรงงานมาตรฐานเป็นกุญแจสำคัญในการผลักดัน เศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ตั้งแต่เริ่มต้นจนสิ้นสุดวงจรชีวิตผลิตภัณฑ์ ซึ่งช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมได้อย่างเป็นระบบ
- ต้นน้ำ: การจัดการทรัพยากรที่ยั่งยืน การผลิตกระดาษที่รับผิดชอบจะส่งเสริมเกษตรกรไทยที่ปลูกไม้เศรษฐกิจโตเร็ว เช่น ยูคาลิปตัส หรือไผ่ เพื่อเป็นวัตถุดิบสำหรับอุตสาหกรรมกระดาษโดยเฉพาะ ซึ่งเป็นการจัดการทรัพยากรอย่างมีแบบแผน ไม่ใช่การตัดไม้ทำลายป่าธรรมชาติ
- ปลายน้ำ: การรีไซเคิลและการย่อยสลาย เมื่อถึงมือผู้บริโภค บรรจุภัณฑ์กระดาษสามารถนำกลับมารีไซเคิลได้เกือบ 100% เพื่อนำไปผลิตซ้ำ หรือหากทิ้งไปก็จะสามารถย่อยสลายได้ตามธรรมชาติอย่างรวดเร็ว ซึ่งช่วยลดภาระในการจัดการขยะอย่างมหาศาล และลด Carbon Footprint ให้กับห่วงโซ่อุปทานของแบรนด์คุณอย่างชัดเจน
4.ปลอดภัยและสะอาดต่อผู้บริโภค
โรงงานที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อมมักจะมีกระบวนการผลิตที่สะอาดกว่าปกติ ลดการใช้สารเคมีรุนแรง และงดใช้สารฟอกขาวที่มีสารปนเปื้อน ทำให้บรรจุภัณฑ์ปลอดภัยต่อผู้ใช้งาน โดยเฉพาะสินค้ากลุ่มอาหารและสกินแคร์
Pro Tip: ควรมองหาโรงงานที่ได้รับรอง Green Industry (อุตสาหกรรมสีเขียว) หรือมีการใช้วัตถุดิบมาตรฐาน FSC (Forest Stewardship Council) ซึ่งยืนยันได้ว่าไม้ที่นำมาผลิตกระดาษ มาจากป่าปลูกที่มีการจัดการอย่างรับผิดชอบ ไม่รบกวนป่าธรรมชาติ
วิธีเลือกโรงงานผลิตบรรจุภัณฑ์กระดาษมาตรฐาน ให้ธุรกิจไม่สะดุด (Checklist สำหรับผู้ประกอบการ)
การเลือก โรงงานผลิตบรรจุภัณฑ์กระดาษ ผิดที่ อาจหมายถึงต้นทุนที่บานปลาย สินค้าเสียหาย หรือภาพลักษณ์แบรนด์ที่ดูลดเกรดลง เพื่อให้คุณได้พาร์ทเนอร์การผลิตที่ “ใช่” และช่วยดันยอดขายให้โต นี่คือ 7 ปัจจัยสำคัญที่ต้องพิจารณาก่อนตัดสินใจ
1.มีใบรับรองมาตรฐานระดับสากล (Certifications)
นี่คือด่านแรกที่คัดกรอง “โรงงานปลายแถว” ออกจาก “โรงงานมืออาชีพ” โรงงานที่ดีต้องมีเอกสารยืนยันคุณภาพที่ตรวจสอบได้
- ISO 9001:2015: การันตีระบบบริหารงานคุณภาพ มั่นใจได้ว่างานทุกชิ้นมีมาตรฐานเดียวกัน
- GHP & HACCP: จำเป็นมากหากคุณทำธุรกิจอาหารหรือเครื่องสำอาง เพื่อยืนยันความปลอดภัยทางสุขลักษณะ
- FSC (Forest Stewardship Council): สำหรับแบรนด์ที่เน้นภาพลักษณ์รักษ์โลก ยืนยันว่ากระดาษมาจากป่าปลูกที่มีการจัดการอย่างรับผิดชอบ
- Green Industry: แสดงถึงกระบวนการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
2.ประสบการณ์และความน่าเชื่อถือ (Experience & Reputation)
ความเก๋าเกมสำคัญมากในวงการพิมพ์ โรงงานที่มีประสบการณ์ยาวนาน (เช่น 20-40 ปีขึ้นไป) จะมีความเชี่ยวชาญในการแก้ปัญหาหน้างาน รู้ลึกเรื่องเกรดกระดาษ และมีผลงาน (Portfolio) กับแบรนด์ชั้นนำให้ดูเป็นตัวอย่าง ช่วยลดความเสี่ยงในการลองผิดลองถูกของคุณ
3.เทคโนโลยีการผลิตและ QC ที่เข้มงวด (Technology & QC)
- เครื่องจักร: ต้องมีเทคโนโลยีรองรับทั้งงานสเกลใหญ่ (Offset/Flexo) และสเกลเล็ก (Digital Printing) เพื่อความยืดหยุ่น
- การตรวจสอบคุณภาพ: ต้องมีห้องแล็บหรือเครื่องมือทดสอบมาตรฐาน (ตาม 8 ขั้นตอนที่กล่าวไปข้างต้น) ไม่ใช่แค่ใช้ตามองดูด้วยตาเปล่า โดยเฉพาะค่าความชื้นและการรับน้ำหนัก
4.ความสะอาดและมาตรฐาน Food Grade (Hygiene)
หากสินค้าของคุณคืออาหาร “ความสะอาด” คือเรื่องคอขาดบาดตาย โรงงานต้องมีพื้นที่ผลิตที่ปิดมิดชิด ป้องกันแมลง ฝุ่นละออง และใช้หมึกพิมพ์ Soy Ink หรือวัสดุที่เป็น Food Grade แท้ๆ ที่สัมผัสอาหารได้โดยไม่ทิ้งสารตกค้าง
5.บริการแบบ One-Stop Service (Comprehensive Service)
สำหรับมือใหม่ การหาโรงงานที่ดูแลจบในที่เดียวจะช่วยประหยัดเวลาและงบประมาณได้มาก
- Consult: ให้คำปรึกษาเรื่องเกรดกระดาษที่เหมาะกับสินค้า (ไม่เชียร์ขายของแพงเกินจำเป็น)
- Design: มีทีมออกแบบโครงสร้างกล่อง (Structural Design) และกราฟิก
- Production: ผลิตและตรวจสอบคุณภาพ
- Delivery: มีรถขนส่งของตัวเอง หรือพาร์ทเนอร์ที่ไว้ใจได้ จัดส่งตรงเวลา
6.ความยืดหยุ่นเรื่องจำนวนผลิต (Flexibility & MOQ)
โรงงานที่ดีควรเข้าใจโจทย์ของธุรกิจทุกขนาด
- แบบสั่งผลิต (Custom): สำหรับสร้างแบรนด์เต็มตัว ต้องคุยเรื่อง MOQ (ขั้นต่ำ) ได้ชัดเจน
- แบบสำเร็จรูป (Ready-made): มีสต็อกกล่องมาตรฐานพร้อมส่ง สำหรับผู้เริ่มต้นที่ยังไม่อยากลงทุนค่าบล็อกพิมพ์
7.ราคาที่สมเหตุสมผล (Reasonable Price vs Value)
อย่าเลือกแค่ที่ “ราคาถูกที่สุด” แต่ให้เลือกที่ “คุ้มค่าที่สุด” เพราะกล่องราคาถูกอาจแลกมาด้วยกระดาษที่บาง ยุบง่าย หรือสีกระดาษเพี้ยน ซึ่งความเสียหายที่เกิดขึ้นกับสินค้าและชื่อเสียงแบรนด์นั้นแพงกว่าค่ากล่องที่ประหยัดไปได้หลายเท่าตัว
“ยังไม่แน่ใจว่าจะเลือกเกรดกระดาษแบบไหนให้เหมาะกับสินค้าของคุณ?”

อย่าเสี่ยงกับการเดา! ให้ทีมงานมืออาชีพจากโรงพิมพ์ Packingdesigns ช่วยวิเคราะห์และแนะนำบรรจุภัณฑ์ที่คุ้มค่าที่สุดสำหรับธุรกิจคุณ เราเชี่ยวชาญทั้งงานออกแบบและ ผลิตบรรจุภัณฑ์ตามมาตรฐานสากล พร้อมดูแลคุณแบบ One-Stop Service ปรึกษา Packingdesigns
8 ขั้นตอนการตรวจสอบคุณภาพ มาตรฐานที่โรงงานผลิตบรรจุภัณฑ์กระดาษต้องมี
ผู้ประกอบการหลายท่านอาจสงสัยว่า “กล่องที่ดี” ดูกันที่ตรงไหน? นอกจากความสวยงามภายนอกแล้ว ความแข็งแรงเชิงโครงสร้าง คือหัวใจสำคัญ ทางโรงงานผลิตบรรจุภัณฑ์กระดาษที่มีมาตรฐาน จะต้องผ่านกระบวนการตรวจสอบคุณภาพ (Quality Check Process) ที่เข้มงวดด้วยเครื่องมือทดสอบทางวิศวกรรม ดังนี้
1.ความต้านการบิดงอ (Bending Stiffness)
เป็นการทดสอบความแข็งเกร็งของกระดาษ เพื่อดูความสามารถในการต้านทานแรงดัดโค้ง
- ทำไมถึงสำคัญ: สำคัญมากต่อการคงรูปทรงของกล่อง ช่วยให้กล่องไม่ป่องบวม (Bulge) เมื่อบรรจุสินค้าจนเต็ม และช่วยให้กล่องเดินผ่านเครื่องจักรบรรจุสินค้าอัตโนมัติได้ราบรื่นไม่ติดขัด
- มาตรฐานอ้างอิง: ISO 5628, TAPPI T 489
2.น้ำหนักมาตรฐาน (Basis Weight)
คือการชั่งน้ำหนักของกระดาษต่อพื้นที่ 1 ตารางเมตร (หน่วยเป็น g/m²) เพื่อตรวจสอบความสม่ำเสมอของเนื้อกระดาษ
- ทำไมถึงสำคัญ: น้ำหนักกระดาษส่งผลโดยตรงต่อต้นทุนและความแข็งแรงพื้นฐาน หากน้ำหนักไม่ได้มาตรฐาน (บางเกินไป) กล่องจะขาดง่าย แต่ถ้าหนาเกินไปอาจทำให้ต้นทุนสูงเกินความจำเป็น
- มาตรฐานอ้างอิง: ISO 536, ISO 3039
3.การดูดซึมน้ำ (Cobb Test)
เป็นการวัดปริมาณน้ำที่ผิวกระดาษดูดซึมเข้าไปในช่วงเวลาที่กำหนด (เช่น 60 หรือ 120 วินาที)
- ทำไมถึงสำคัญ: หัวใจสำคัญของ สินค้าแช่แข็ง ผักผลไม้ หรือสินค้าส่งออกทางเรือ หากค่า Cobb สูง (ดูดน้ำเยอะ) กล่องจะเปื่อยยุ่ยและยุบตัวทันทีเมื่อเจอความชื้นในห้องเย็น
- มาตรฐานอ้างอิง: ISO 535, TAPPI T 441
4.ความต้านทานแรงทะลุ (Bursting Strength)
หรือที่เรียกกันว่า Mullen Test เป็นการวัดแรงดันที่จะทำให้กระดาษ “แตก” หรือ “ทะลุ”
- ทำไมถึงสำคัญ: จำเป็นสำหรับสินค้าที่มีความแหลมคม สินค้าที่มีน้ำหนักมาก หรือการขนส่งแบบโยนกระแทก ค่านี้จะบอกว่าเนื้อกระดาษทนต่อการเจาะทะลุได้ดีแค่ไหน
- มาตรฐานอ้างอิง: ISO 2758 (กระดาษ), ISO 2759 (กระดาษลูกฟูก), TAPPI T 807
5.ความต้านแรงกดวงแหวน (Ring Crush Resistance – RCT)
เป็นการทดสอบความแข็งแรงของ “กระดาษแผ่นเรียบ” ก่อนนำไปขึ้นลอนลูกฟูก โดยม้วนกระดาษเป็นวงแหวนแล้วกด
- ทำไมถึงสำคัญ: เป็นตัวบ่งชี้คุณภาพวัตถุดิบตั้งต้น ว่าเมื่อนำกระดาษม้วนนี้ไปทำกล่องแล้ว กล่องจะแข็งแรงหรือไม่ (ใช้คำนวณค่าการรับน้ำหนักได้)
- มาตรฐานอ้างอิง: ISO 12192, TAPPI T 822
6.ความต้านแรงกดในแนวเดียวกับลูกฟูก (Edge Wise Crush Resistance – ECT)
คือการทดสอบความแข็งแรงของ “แผ่นลูกฟูก” ในแนวตั้ง (แนวเดียวกับลอน) ว่ารับแรงกดได้สูงสุดเท่าไหร่จนกว่าจะหักพับ
- ทำไมถึงสำคัญ: เป็นค่าที่สำคัญที่สุดสำหรับการเรียงซ้อน (Stacking) ค่า ECT สูง แปลว่ากล่องสามารถวางซ้อนกันในโกดังได้สูงโดยที่กล่องชั้นล่างสุดไม่พังทลาย
- มาตรฐานอ้างอิง: ISO 3037, TAPPI T 811
7.ความต้านทานแรงกดของกล่อง (Box Compression Test – BCT)
เป็นการนำ “กล่องสำเร็จรูปทั้งใบ” มาทดสอบกดทับจริงจนกว่าจะเสียรูป
- ทำไมถึงสำคัญ: เป็นการจำลองสถานการณ์จริงที่สุด เพื่อดูว่ากล่อง 1 ใบ รับน้ำหนักกดทับได้กี่กิโลกรัม ใช้คำนวณว่าสามารถวางซ้อนบนพาเลทได้กี่ชั้นโดยสินค้าภายในไม่เสียหาย
- มาตรฐานอ้างอิง: ISO 12048, TAPPI T 804
8.ความต้านแรงกดของลอนลูกฟูก (Flat Crush Resistance – FCT)
เป็นการกดทับลงบนผิวหน้าของลูกฟูกตรงๆ เพื่อดูความแข็งแรงของ “ลอน”
- ทำไมถึงสำคัญ: ลอนลูกฟูกทำหน้าที่เหมือน “โช้คอัพ” หรือ Airbag กันกระแทก หากลอนล้มง่าย (ค่า FCT ต่ำ) กล่องจะสูญเสียความหนาและกันกระแทกไม่ได้ ทำให้สินค้าข้างในเสียหาย
- มาตรฐานอ้างอิง: ISO 3035, TAPPI T 808
ทริคน่ารู้: มาตรฐาน ISO และ GMP/HACCP เครื่องการันตีความปลอดภัยระดับสากล
เมื่อพูดถึง โรงงานผลิตบรรจุภัณฑ์กระดาษ การมีแค่เครื่องจักรทันสมัยไม่เพียงพอ แต่ต้องมีระบบบริหารจัดการที่ได้มาตรฐานโลก โดยเฉพาะหากคุณทำธุรกิจอาหารหรือเครื่องสำอาง มาตรฐานเหล่านี้คือสิ่งที่ขาดไม่ได้
ISO 9001:2015 (ระบบบริหารคุณภาพ)
คือมาตรฐานที่รับรองว่าโรงงานมีระบบการทำงานที่ตรวจสอบได้ทุกขั้นตอน ตั้งแต่รับออเดอร์ ผลิต จนถึงจัดส่ง
- ประโยชน์ต่อลูกค้า: ได้สินค้าคุณภาพสม่ำเสมอ ลดความผิดพลาด และมั่นใจได้ว่างานจะเสร็จตรงเวลา
GHP & HACCP (มาตรฐานความปลอดภัยด้านอาหาร)
สำหรับผู้ที่ต้องการ บรรจุภัณฑ์สินค้าออนไลน์ ประเภทอาหาร มาตรฐานนี้สำคัญที่สุด
- GHP (Good Hygiene Practices): การจัดการสุขลักษณะที่ดีในโรงงาน
- HACCP (Hazard Analysis Critical Control Point): การวิเคราะห์จุดอันตราย เพื่อป้องกันการปนเปื้อนของสารเคมีหรือเชื้อโรคสู่บรรจุภัณฑ์
- Food Grade: มั่นใจได้ว่ากระดาษและหมึกพิมพ์ปลอดภัยเมื่อสัมผัสอาหาร
มาตรฐาน มอก. (มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม)
โรงงานที่ดีควรได้รับรอง มอก. ตามประเภทสินค้า เช่น:
- มอก. 170-2559: กระดาษห่อและถุง
- มอก. 250-2555: กล่องกระดาษลูกฟูก
- มอก. 2948-2562: กระดาษสัมผัสอาหาร (Food Contact Paper)
สรุป
การเลือกโรงงานผลิตบรรจุภัณฑ์กระดาษ ไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่เป็นกลยุทธ์สำคัญที่จะช่วยลดต้นทุน เพิ่มมูลค่าสินค้า และสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภค
ดังนั้น การเลือกโรงงานผลิตบรรจุภัณฑ์จึงต้องพิจารณาอย่างถี่ถ้วน หากคุณเป็นผู้ประกอบการที่กำลังมองหาพาร์ทเนอร์ สิ่งสำคัญคือต้องมองหาโรงงานที่มีมาตรฐานรองรับครบถ้วน (ISO GHP HACCP) มีกระบวนการตรวจสอบคุณภาพที่ชัดเจน และมีบริการที่ครบวงจร เพราะบรรจุภัณฑ์ที่ดีคือการลงทุนที่คุ้มค่า มันคือ “Silent Salesman” หรือพนักงานขายเงียบที่จะทำหน้าที่ขายสินค้าและสื่อสารคุณค่าของแบรนด์แทนคุณในทุกที่ที่สินค้าไปถึง
พร้อมยกระดับแบรนด์ของคุณด้วยบรรจุภัณฑ์คุณภาพหรือยัง? หากคุณต้องการคำปรึกษาเรื่องการออกแบบกล่อง หรือต้องการใบเสนอราคาสำหรับ ผลิตบรรจุภัณฑ์สินค้าแบรนด์ ของคุณ อย่ารอช้าที่จะติดต่อผู้เชี่ยวชาญตัวจริงที่โรงพิมพ์ packingdesigns
แนะนำอ่านบทความเพิ่มเติม: 6 ข้อ ของหน้าที่ของบรรจุภัณฑ์ที่ดี มีอะไรบ้าง?

คำถามที่พบบ่อย
1.รับทำแพคเกจจิ้งจำนวนน้อยหรือไม่?
ทางเรารับทำแพคเกจจิ้งแม้จำนวนน้อยอย่างไรก็ตาม ค่าใช้จ่ายต่อหน่วยอาจจะสูงขึ้นเมื่อผลิตจำนวนน้อย เนื่องจากต้นทุนในการตั้งเครื่องและพิมพ์ลายเป็นครั้งเดียว แต่คุณสามารถเลือกทำจำนวนมากขึ้นเพื่อลดต้นทุนต่อหน่วย
2.มีบริการออกแบบแพคเกจจิ้งด้วยหรือไม่?
ทางเรามีบริการออกแบบแพคเกจจิ้งให้กับลูกค้า โดยทีมออกแบบที่มีประสบการณ์และความชำนาญเฉพาะทาง ทางเราจะทำงานร่วมกับคุณตั้งแต่ต้นจนจบ ทั้งการสรรค์สร้างคอนเซ็ปต์ การสร้างม็อกอัพและการพิมพ์สำเร็จรูป
3.ค่าใช้จ่ายสำหรับการทำแพคเกจจิ้งจะเท่าไหร่?
ค่าใช้จ่ายขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย รวมถึงประเภทของวัสดุ ความซับซ้อนของการออกแบบ จำนวนที่ต้องการและเวลาที่ท่านต้องการให้เสร็จ ทางเรายินดีให้คำปรึกษาและเสนอใบเสนอราคาโดยไม่มีค่าใช้จ่าย เพื่อให้ท่านเข้าใจความต้องการและความคาดหวังของท่านเป็นอย่างดี
อ่านเพิ่มเติม : องค์ประกอบสำคัญบนแพคเกจจิ้ง สำคัญอย่างไรกับการออกแบบ ?
ติดต่อสอบถาม
โทร : 088-637-1444 , 097-474-2351
Email : [email protected]
Line OA : @packingdesigns


