อยากสั่งผลิตถุงกระดาษน่ารัก ให้ลูกค้าประทับใจเลือกยังไง? เลือกวัสดุเทคนิคดีไซน์ ถุงกระดาษพาสเทล มินิมอล และขนาดที่ใช่ พร้อมไอเดียเพิ่มมูลค่าให้แบรนด์ อ่านเลย!
- วัสดุยอดฮิต: กระดาษคราฟท์ (สายรักษ์โลก/มินิมอล), กระดาษอาร์ตการ์ด (สายพรีเมียม/พิมพ์ลายคมชัด).
- เทรนด์ดีไซน์: ถุงกระดาษพาสเทล และลายการ์ตูน เหมาะกับร้านขนมและคาเฟ่, สไตล์มินิมอล เหมาะกับเสื้อผ้าและของใช้.
- ขนาดที่แนะนำ: ไซซ์ S (เครื่องประดับ/คุกกี้), ไซซ์ M (เสื้อผ้า/สมุด), ไซซ์ L (กล่องรองเท้า/สินค้าหลายชิ้น).
- จุดเด่น: การใช้ถุงกระดาษหูริบบิ้น ช่วยเพิ่มมูลค่าให้ดูเหมือนของขวัญได้ทันที
การเลือกบรรจุภัณฑ์ไม่ได้เป็นเพียงแค่เรื่องของการใส่ของอีกต่อไป แต่ถุงกระดาษน่ารัก เปรียบเสมือนหน้าตาของแบรนด์ เป็น First Impression ที่สร้างความประทับใจและที่สำคัญมันคือเครื่องมือทางการตลาดที่ลูกค้าพร้อมจะถือเดินโชว์และถ่ายรูปลง Instagram ให้คุณแบบฟรีๆ
สำหรับเจ้าของธุรกิจไม่ว่าจะเป็นร้านเบเกอรี่ ร้านเสื้อผ้าออนไลน์ หรือธุรกิจของขวัญ การเปลี่ยนจากถุงพลาสติกมาใช้ ถุงกระดาษน่ารัก ที่มีการออกแบบอย่างใส่ใจ ไม่เพียงแต่ช่วยลดโลกร้อน แต่ยังช่วยอัปเกรดภาพลักษณ์สินค้าให้ดูมีราคาขึ้นทันตาเห็น บทความนี้จะพาคุณไปเจาะลึกทุกขั้นตอน ตั้งแต่การเลือกวัสดุ การดีไซน์ ถุงกระดาษพาสเทล หรือสไตล์มินิมอล ไปจนถึงการเลือกโรงพิมพ์ เพื่อให้คุณได้ถุงกระดาษที่ใช่ที่สุดสำหรับแบรนด์ของคุณ

เลือกวัสดุทำถุงกระดาษอย่างไร ให้น่ารัก และทนทาน
การผลิตถุงกระดาษน่ารัก คือ “วัสดุ” เพราะเนื้อสัมผัสของกระดาษสื่อสารอารมณ์ได้แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง จากประสบการณ์ในวงการสิ่งพิมพ์ วัสดุที่นิยมใช้ทำถุงกระดาษมีหลักๆ ดังนี้
1.กระดาษคราฟท์ (Kraft Paper) สายรักษ์โลก มินิมอล
หากแบรนด์ของคุณเน้นความยั่งยืน เป็นธรรมชาติ หรือขายสินค้าออร์แกนิค กระดาษคราฟท์สีน้ำตาล (Natural Brown) หรือสีขาว (White Kraft) คือคำตอบที่ดีที่สุด
- จุดเด่น: ให้ความรู้สึกอบอุ่น เป็นกันเอง และ Eco-friendly แถมราคาย่อมเยา
- สไตล์ที่เหมาะ: ถุงกระดาษมินิมอล, ถุงกระดาษสีเอิร์ธโทน
- ความแข็งแรง: มีความเหนียวและยืดหยุ่นสูง รับน้ำหนักได้ดี เหมาะกับสินค้าที่มีน้ำหนักปานกลางถึงมาก
2.กระดาษปอนด์ (Pond Paper) สายคลีน สไตล์ญี่ปุ่น
ทางเลือกยอดฮิตสำหรับแบรนด์ที่ชอบความเรียบง่ายแต่ดูสะอาดตา (Clean & Simple) เนื้อกระดาษจะมีความขาวนวลและผิวสัมผัสแบบด้าน (Matte) ไม่สะท้อนแสง
- จุดเด่น: ให้ลุคที่ดูละมุน สบายตา กึ่งแฮนด์เมด และมีความเป็น “Japanese Style” สูง พิมพ์ลายเส้นหรือโลโก้สีเดียวจะขึ้นสวยมาก ที่สำคัญคือสามารถ เขียนข้อความหรือปั๊มตรายางลงบนถุงได้ง่าย เหมาะกับการเขียนชื่อลูกค้าหรือคำอวยพรสั้นๆ
- สไตล์ที่เหมาะ: ถุงกระดาษน่ารัก สำหรับร้านเครื่องเขียน, ร้านขายยา, ร้านหนังสือ หรือร้านขนมโฮมเมดเบาๆ
- ความแข็งแรง: ปานกลาง (ควรเลือกความหนา 100 แกรมขึ้นไป หากต้องการทำเป็นถุงหูหิ้ว)
3.กระดาษอาร์ตการ์ด (Art Card Paper) สายพรีเมียม สีสดคมชัด
สำหรับแบรนด์ที่ต้องการความหรูหรา หรือต้องการพิมพ์ลายกราฟิกที่ซับซ้อน เช่น ถุงกระดาษลายการ์ตูน หรือ ถุงกระดาษลายน่ารัก โทนพาสเทล ต้องเลือกกระดาษอาร์ตการ์ด
- จุดเด่น: เนื้อหนา ผิวเรียบเนียน รองรับการพิมพ์สีได้สดใสและคมชัดที่สุด สามารถเคลือบด้านหรือเงาเพื่อกันน้ำและกันรอยขีดข่วนได้ดีกว่ากระดาษชนิดอื่น
- สไตล์ที่เหมาะ: สินค้าแฟชั่น, เครื่องสำอาง, แบรนด์จิวเวลรี่ หรือ ถุงกระดาษใส่ของขวัญ ที่ต้องการความดูดีมีระดับ
ไอเดียดีไซน์ “ถุงกระดาษน่ารัก” ให้ลูกค้าเห็นแล้วต้องว้าว
เมื่อเลือกวัสดุได้แล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการใส่ “ความคิดสร้างสรรค์” ลงไป เพราะดีไซน์ที่ดีจะเปลี่ยนถุงกระดาษธรรมดาให้เป็นไอเทมแฟชั่นที่ลูกค้าอยากถือ นี่คือ 4 เทรนด์การออกแบบที่กำลังมาแรงและช่วยกระตุ้นยอดขายได้จริง
1.ถุงกระดาษพาสเทล (Pastel Lover) หวานละมุน สะกดสายตา
สีพาสเทลเป็นสีที่สื่อถึงความอ่อนหวาน นุ่มนวล และเข้าถึงง่าย เหมาะมากสำหรับธุรกิจคาเฟ่, เบเกอรี่ หรือร้านเสื้อผ้าสไตล์เกาหลี
- Technique: อย่าใช้สีพื้นเพียงอย่างเดียว แต่ให้ลองใช้เทคนิค Two-Tone โดยเลือกสีตัวถุงกับสีหูหิ้วให้ตัดกันอย่างลงตัว (เช่น ถุงสีชมพูอ่อนคู่กับหูหิ้วสีแดงเชอร์รี่) หรือใช้การไล่เฉดสี (Gradient) เพื่อให้ ถุงกระดาษพาสเทล ดูมีมิติและทันสมัยขึ้น ตัดขอบด้วยโลโก้สีขาวหรือฟอยล์ทอง จะได้ลุคที่ดูแพงแต่ยังคงความน่ารัก
2.ถุงกระดาษมินิมอล (Less is More) เรียบแต่โก้ โชว์ดีเทล
เทรนด์นี้ยังคงครองใจคนรุ่นใหม่ (Gen Z) เสมอ เน้นความเรียบง่าย สบายตา แต่แฝงไปด้วยรสนิยม
- Idea: แทนที่จะวางโลโก้ใหญ่ๆ ตรงกลาง ลองเปลี่ยนมาเล่นกับ Typography (การจัดวางตัวอักษร) เท่ๆ วางข้อความเล็กๆ ที่มุมล่างขวา หรือวางโลโก้ที่ “ด้านข้างถุง” (Gusset) เพื่อให้ดูไม่ตะโกนจนเกินไป
- Material: เลือกใช้กระดาษสีขาวคลีนหรือสีน้ำตาลธรรมชาติ จับคู่กับถุงกระดาษหูหิ้วน่ารักที่ใช้วัสดุแปลกใหม่ เช่น เชือกกระดาษเกลียว หรือหูหิ้วเจาะรูปทรงเรขาคณิต
3.เล่นกับลวดลายและแพทเทิร์น (Playful Patterns)
หากความเรียบไม่ใช่ทางของคุณ การใช้ลวดลายกราฟิกซ้ำๆ (Pattern) จะช่วยสร้างภาพจำให้แบรนด์ได้ดีเยี่ยม
Tips:
- ลาย Polka dot (ลายจุด): ลายคลาสสิกที่ไม่เคยตกยุค ให้ความรู้สึกขี้เล่น สดใส เหมาะกับร้านขนมหวาน
- ลาย Gingham (ลายตาราง): ให้ความรู้สึกเหมือนปิกนิก อบอุ่น เป็นกันเอง เหมาะกับสินค้าโฮมเมด
- ลายเส้นมือวาด (Doodle Art): ใช้ลายเส้นการ์ตูนน่ารักๆ กระจายทั่วถุง ช่วยให้ ถุงกระดาษน่ารัก ของคุณดูมีชีวิตชีวาและไม่เหมือนใคร
4.ถุงกระดาษลายการ์ตูน และ Festive (Storytelling)
การสร้างคาแรคเตอร์หรือ Mascot ของแบรนด์ลงบนถุง จะช่วยให้แบรนด์ดูมีชีวิตและเป็นมิตรมากขึ้น
- Festive Design: อย่าลืมออกแบบ ถุงกระดาษพิมพ์ลายเทศกาล ในช่วงเวลาพิเศษ เช่น ลายซานตาคลอสช่วงคริสต์มาส, ลายดอกไม้ช่วงวาเลนไทน์ หรือลายมงคลช่วงตรุษจีน การเปลี่ยนลายตามเทศกาลจะกระตุ้นให้ลูกค้าอยากซื้อสินค้าเพื่อนำไปเป็นของขวัญ (Gift-giving) และสะสมถุงกระดาษเวอร์ชัน Limited Edition ของร้านคุณ
ขนาดถุงกระดาษ S/M/L และงบประมาณ: เลือกไซซ์ไหนคุ้มทุนที่สุด?
การเลือกขนาดถุงกระดาษให้พอดีกับสินค้า ไม่ใช่แค่เรื่องความสวยงาม แต่เป็นเรื่องของ “การบริหารต้นทุน (Cost Control)” โดยตรง การมีไซซ์ที่หลากหลายจะช่วยลดต้นทุนแฝงได้ เพราะคุณไม่ต้องหยิบถุงใบใหญ่ราคาแพงมาใส่ของชิ้นเล็กๆ ให้ลูกค้า
เช็คลิสต์ขนาดถุงกระดาษยอดฮิต (กว้าง x หนา x สูง)
- Size S (13 x 6.5 x 21 cm): ไซซ์เล็กพริกขี้หนู เหมาะสำหรับเครื่องประดับ, คุกกี้ 1-2 ชิ้น, ลิปสติก หรือของชำร่วย
- Size M (20 x 8 x 20 cm): ขนาดมาตรฐานยอดฮิต เหมาะสำหรับเสื้อผ้า 1-2 ตัว, สมุดโน้ต, แก้วน้ำ หรือเซตเบเกอรี่ เป็นไซซ์ที่ทุกร้าน ถุงกระดาษน่ารักสำหรับคาเฟ่ ควรมีติดไว้
- Size L (35 x 10 x 25 cm): จุใจ ใส่ของใหญ่ เหมาะสำหรับกล่องรองเท้า, เสื้อผ้าเนื้อหนา หรือสินค้าแบบ Gift Set
- Size XL (40 x 15 x 30 cm): ไซซ์ใหญ่พิเศษ สำหรับสินค้าชิ้นใหญ่ หรือลูกค้าที่ซื้อของจำนวนมาก
ตารางเปรียบเทียบราคา
หลักการง่ายๆของการผลิตถุงกระดาษคือ “Economies of Scale” เปรียบเสมือนการผลิตไอศกรีม ยิ่งผลิตจำนวนมาก ตัวหารค่าแม่พิมพ์และค่าออกแบบจะยิ่งลดลง ทำให้ราคาต่อใบถูกลงอย่างเห็นได้ชัด
ข้อมูลจาก Packingdesigns โรงพิมพ์ผู้เชี่ยวชาญด้านถุงกระดาษระบุราคาประเมิน (สำหรับสเปคกระดาษอาร์ตการ์ด 210 แกรม, พิมพ์ 4 สี) ดังนี้
| ขนาด (Size) | 300 ใบ (บาท/ใบ) | 500 ใบ (บาท/ใบ) | 1,000 ใบ (บาท/ใบ) | 2,000 ใบ (บาท/ใบ) |
| S (13×6.5×21 cm) | 41.54 | 28.73 | 18.80 | 14.70 |
| M (20x8x20 cm) | 45.68 | 31.79 | 21.10 | 16.62 |
| L (35x10x25 cm) | 46.65 | 35.31 | 26.38 | 21.67 |
| XL (40x15x30 cm) | 50.22 | 38.43 | 28.80 | 23.99 |
อย่าปล่อยให้ไอเดียถุงกระดาษน่ารักๆ เป็นแค่ภาพในหัว ที่ Packingdesigns เราพร้อมเปลี่ยนไอเดียของคุณให้กลายเป็นบรรจุภัณฑ์จริงที่สร้างยอดขายได้ ด้วยประสบการณ์กว่า 10 ปีในวงการสิ่งพิมพ์ เราเข้าใจดีว่า “ความคุ้มค่า” และ “คุณภาพ” ต้องมาคู่กัน

ออฟชั่นเสริมความปัง เลือก “หูหิ้ว” และ “เทคนิคพิเศษ” ให้แบรนด์ดูแพง
รายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ คือสิ่งที่แยกแบรนด์ทั่วไปออกจากแบรนด์ชั้นนำ การเลือกหูหิ้วที่ “สัมผัสดี” และเทคนิคพิเศษที่ “สะดุดตา” จะช่วยสร้างประสบการณ์การแกะกล่อง (Unboxing Experience) ที่น่าจดจำให้ลูกค้าได้ตั้งแต่ยังไม่เห็นสินค้าข้างใน
1.เลือก “หูหิ้ว” ให้แมตช์กับบุคลิกแบรนด์ (Handle Types)
หูหิ้วไม่ได้มีไว้แค่ให้ถือสะดวก แต่คือสิ่งแรกที่มือลูกค้าจับ โดยประเภทหูหิ้วยอดนิยมในปัจจุบัน มีดังนี้
หูหิ้วริบบิ้น (Ribbon Handle)
- อารมณ์: หรูหรา, เฟมินีน (Feminine), เหมือนของขวัญ
- รายละเอียด: นิยมใช้ ริบบิ้นซาติน (Satin) เนื้อเงาลื่น หรือ ริบบิ้นกรอสเกรน (Grosgrain) เนื้อด้านมีลายเส้น ช่วยเปลี่ยนถุงธรรมดาให้กลายเป็น ถุงกระดาษของขวัญน่ารัก ได้ทันทีโดยไม่ต้องห่อเพิ่ม
- เหมาะกับ: เครื่องสำอาง, เสื้อผ้าแฟชั่น, ชุดชั้นใน, ขนมพรีเมียม
เชือกเปีย / เชือกเกลียว (Braided & Twisted Rope)
- อารมณ์: แข็งแรง, มินิมอล, เข้าถึงง่าย
- เชือกเปีย (Braided): เส้นใยนุ่มมือ ไม่บาดนิ้ว ดูแพงกว่าเชือกเกลียวธรรมดา
- เชือกเกลียวกระดาษ/ฝ้ายดิบ: เหมาะกับสไตล์ Rustic หรือ Eco-friendly เข้าคู่กับกระดาษคราฟท์ได้ดีที่สุด ให้ความรู้สึกเป็นธรรมชาติ
- เหมาะกับ: ร้านกาแฟ, สินค้าออร์แกนิค, เสื้อผ้า Streetwear, ของชำร่วย
หูเจาะ (Die-cut Handle)
- อารมณ์: ทันสมัย, โมเดิร์น, คล่องตัว
- รายละเอียด: การเจาะรูที่ตัวถุงโดยตรง ไม่ต้องร้อยเชือก ทำให้ดู Clean และประหยัดต้นทุน เหมาะกับสินค้าที่ไม่หนักมาก
- เหมาะกับ: เอกสาร, ยา, ขนมชิ้นเล็ก, เครื่องเขียน
2.เทคนิคพิเศษ “อัปเกรดความแพง” (Printing Techniques)
หากต้องการให้ถุงกระดาษน่ารัก ดูโดดเด่นกว่าคู่แข่ง การพิมพ์สีธรรมดาอาจไม่พอ ต้องเสริมด้วยเทคนิคเหล่านี้
การปั๊มฟอยล์ (Hot Stamping)
- การใช้ความร้อนรีดแผ่นฟอยล์ลงบนโลโก้หรือชื่อร้าน
- สีที่นิยม: ไม่ได้มีแค่ ปั๊มเคทอง (Gold Foil) แบบเดิมๆ แต่ปัจจุบันนิยม สีโรสโกลด์ (Rose Gold) ที่ดูทันสมัย, สีเงิน (Silver) ที่ดูเท่ หรือ ฟอยล์โฮโลแกรม (Hologram) ที่เล่นแสงวิบวับเอาใจวัยรุ่น
- ช่วยดึงสายตาและเพิ่มความรู้สึก Premium ได้ทันทีที่มองเห็น
สปอตยูวี (Spot UV)
- การเคลือบเงาเฉพาะจุด (เช่น เฉพาะโลโก้) บนพื้นผิวถุงที่เคลือบด้าน
- ทำให้โลโก้ดูลอยเด่นขึ้นมาและมีความมันวาว ตัดกับพื้นด้านอย่างมีมิติ ดู “แพงแบบไม่ตะโกน”
การปั๊มนูน/ปั๊มจม (Embossing/Debossing)
- การดันกระดาษให้นูนขึ้นหรือยุบลง
- สร้าง “ผิวสัมผัส” (Tactile) ที่แปลกใหม่ ทำให้ลูกค้าอยากลูบคลำ โดยเฉพาะเมื่อใช้กับ ถุงกระดาษมินิมอล สีเอิร์ธโทน การปั๊มนูนโลโก้สีเดียวกับถุง (Blind Emboss) จะช่วยเพิ่มมูลค่าสินค้าภายในให้ดูแพงขึ้นอีก 50% เลยทีเดียว
Pro Tip: หากงบจำกัด แนะนำให้เลือกทำแค่ 1 เทคนิค ที่โดดเด่นที่สุด เช่น “ถุงกระดาษสีขาวด้าน + ปั๊มโลโก้เคทอง” แค่นี้ก็เพียงพอที่จะทำให้ถุงของคุณดูเหมือนแบรนด์หรูชั้นนำแล้ว

DIY vs สั่งโรงพิมพ์ แบบไหนเหมาะกับคุณ?
หนึ่งในคำถามโลกแตกของผู้เริ่มทำแบรนด์คือ “จะนั่งทำเองให้ประหยัด หรือจ้างทำไปเลยให้จบๆ?” คำตอบไม่ได้อยู่ที่ว่าแบบไหนถูกกว่า แต่อยู่ที่ว่า “เวลาของคุณมีค่าแค่ไหน” และ “ภาพลักษณ์แบรนด์อยู่จุดไหน” นี่คือข้อเปรียบเทียบเชิงลึกเพื่อช่วยคุณตัดสินใจ
1.ทีม DIY (Handmade with Heart) ทำเอง ใช้ใจทำ
เหมาะสำหรับ: ร้านค้าขนาดเล็ก, ร้านที่เพิ่งเริ่มต้น (Start-up), หรือสินค้างานคราฟต์ที่ยอดขายไม่เกิน 100-200 ชิ้น/เดือน วิธีนี้จะได้ถุงที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวสูง ให้ความรู้สึกอบอุ่นแบบโฮมเมด
อุปกรณ์ที่ต้องใช้
- ตัวถุง: แนะนำให้ซื้อ “ถุงสำเร็จรูปเปล่า” (ยกลัง) จะคุ้มกว่าซื้อกระดาษมาพับเอง เพราะการพับก้นถุงให้รับน้ำหนักได้จริงต้องใช้ทักษะและเวลาสูงมาก
- การตกแต่ง: ตรายางปั๊มโลโก้ (Rubber Stamp) หมึกกันน้ำ, ป้ายแท็กห้อย, สติกเกอร์ไดคัท, ริบบิ้น หรือดอกไม้แห้ง
ข้อดี
- เริ่มต้นง่าย: ไม่ต้องลงทุนเงินก้อนใหญ่ ไม่ต้องสต็อกของเป็นพันใบ
- ยืดหยุ่นสูง: เปลี่ยนดีไซน์ได้ทุกวัน อยากเขียนชื่อลูกค้าลงบนถุงเพื่อสร้างความประทับใจรายบุคคลก็ทำได้ทันที
ข้อเสีย (ที่ต้องระวัง)
- ต้นทุนแฝง (Hidden Cost): ค่าถุงเปล่าปลีก + ค่าสติกเกอร์ + “ค่าแรงของคุณเอง” เมื่อรวมกันแล้ว ต้นทุนต่อใบอาจสูงกว่าสั่งโรงพิมพ์ทำเสียอีก
- ความไม่แน่นอน: การปั๊มตรายางอาจมีติดบ้างไม่ติดบ้าง ทำให้ภาพลักษณ์แบรนด์ดูไม่นิ่งในบางครั้ง
- เสียเวลา: หากมีออเดอร์เข้าวันละ 50 บ้าน คุณอาจต้องนั่งปั๊มถุงจนไม่มีเวลาตอบแชทลูกค้า
2.ทีมสั่งผลิต (Professional Scale) มืออาชีพ สเกลได้
เหมาะสำหรับ ธุรกิจที่ยอดขายเริ่มนิ่ง (300-500 ชิ้น/เดือนขึ้นไป), แบรนด์ที่ต้องการสร้างความน่าเชื่อถือระดับมืออาชีพ เมื่อถึงจุดที่ “เวลา” สำคัญกว่า “การประหยัดเงินเล็กน้อย” การสั่งผลิตกับโรงพิมพ์เชี่ยวชาญอย่าง Packingdesigns คือคำตอบ
สิ่งที่เหนือกว่า DIY
- เทคนิคพิเศษ: ทำได้ทั้งเคลือบกันน้ำ (Laminate) ซึ่งงาน DIY ทำไม่ได้, การปั๊มฟอยล์ทอง, หรือการพิมพ์ Full Color ทั้งใบ
- มาตรฐานเป๊ะทุกใบ: ไม่ต้องลุ้นว่าหมึกจะเลอะไหม ถุงทุกใบจะสวยคมชัดเหมือนกันหมด 100%
ข้อดี
- ต้นทุนต่อหน่วยถูกลงมาก: ยิ่งสั่งเยอะ ราคาต่อใบยิ่งถูกลง (Economy of Scale) ช่วยเพิ่มกำไรต่อชิ้นให้สินค้าคุณ
- สร้าง Brand Awareness: ถุงที่พิมพ์โลโก้สวยงามชัดเจน จะทำหน้าที่โฆษณาแบรนด์แทนคุณเมื่อลูกค้าถือไปเดินในห้างหรือโพสต์ลงโซเชียล
- ความคุ้มค่าที่แท้จริง: คุณเอาเวลาที่ต้องมานั่งแปะสติกเกอร์หรือปั๊มถุง ไปโฟกัสเรื่อง การยิงโฆษณา, การคิดโปรดักต์ใหม่, หรือดูแลลูกค้า ได้เต็มที่ ซึ่งสิ่งเหล่านี้สร้างรายได้ให้คุณได้มากกว่ามูลค่าถุงกระดาษหลายเท่าตัว
สรุป
การลงทุนทำถุงกระดาษน่ารัก ไม่ได้ถือว่าเป็นการใช้จ่ายสิ้นเปลือง แต่มันคือต้นทุนทางการตลาดที่ถูกที่สุดและมีประสิทธิภาพสูง “ถุงกระดาษคือป้ายโฆษณาเดินได้” หากถุงของคุณน่ารัก ลูกค้าจะเก็บไว้ใช้ซ้ำ (Reuse) และพาแบรนด์ของคุณไปโชว์ตัวในที่ต่างๆ โดยที่คุณไม่ต้องเสียเงินยิงแอดเพิ่มเลย
ไม่ว่าคุณจะชอบถุงกระดาษพาสเทล สายหวาน หรือ ถุงกระดาษมินิมอล สายเท่ การเลือกวัสดุที่เหมาะสม ขนาดที่พอดีและดีไซน์ที่สะท้อนตัวตนแบรนด์คือสิ่งที่สำคัญที่จะมัดใจลูกค้าให้อยู่หมัด
คำถามที่พบบ่อย
1.สั่งผลิตถุงกระดาษน่ารัก ต้องเริ่มขั้นต่ำที่กี่ใบ?
ตอบ: โดยทั่วไปโรงพิมพ์ระบบ Offset จะรับผลิตขั้นต่ำที่ 300-500 ใบ เพื่อให้ได้ราคาต่อหน่วยที่คุ้มค่า แต่ปัจจุบันมีระบบ Digital Print ที่อาจรับจำนวนน้อยกว่านี้สำหรับแบรนด์เริ่มต้น แนะนำให้สอบถามฝ่ายขายโดยตรง
2.อยากได้ถุงกระดาษใส่ของขวัญที่ดูพรีเมียม ควรเลือกออปชันไหน?
ตอบ: แนะนำให้เลือกใช้ กระดาษอาร์ตการ์ด ความหนา 210 แกรมขึ้นไป เคลือบพลาสติกด้าน (Laminate Matte) และเลือกใช้ ถุงกระดาษหูริบบิ้น พร้อมปั๊มฟอยล์ทองที่โลโก้ จะได้ลุคที่หรูหราและเป็นของขวัญที่ผู้รับประทับใจแน่นอน
3.ถุงกระดาษแบบไหนเหมาะกับร้านเสื้อผ้าออนไลน์ที่สุด?
ตอบ: ร้านเสื้อผ้าควรเน้นความเหนียวและทนทาน แนะนำเป็นกระดาษคราฟท์สีขาวหรือสีน้ำตาล (หนา 125-150 แกรม) สกรีนโลโก้สีเดียวแบบ ถุงกระดาษมินิมอล เพราะนอกจากจะประหยัดต้นทุนแล้ว ยังดูทันสมัยและเข้ากับเสื้อผ้าได้ทุกสไตล์
บทความแนะนำ : ถุงกระดาษน้ำตาล กับประวัติความเป็นมาที่คุณอาจไม่เคยรู้
ติดต่อสอบถาม
โทร : 088-637-1444 , 097-474-2351
Email : [email protected]
Line OA : @packingdesigns


