เทคนิคพิมพ์กล่องบรรจุภัณฑ์ 10 ข้อ ยกระดับแบรนด์ให้ดูโดดเด่นและขายดี

แนะนำ 10 เทคนิค พิมพ์กล่องบรรจุภัณฑ์ ยกระดับแบรนด์ให้ยอดขายพุ่ง

เปลี่ยนสินค้าให้เหนือกว่าด้วย 10 เทคนิค พิมพ์กล่องบรรจุภัณฑ์ ที่ทันสมัย เจาะลึกเคล็ดลับ ผลิตกล่องบรรจุภัณฑ์ ระดับพรีเมี่ยม คลิกเลยเพื่อเพิ่มยอดขายให้ธุรกิจคุณ

  • ทำความเข้าใจความแตกต่างระหว่างระบบ Offset และ Digital เพื่อเลือกงาน พิมพ์กล่องบรรจุภัณฑ์ ให้คุ้มค่าต้นทุน
  • เจาะลึก 7 เทคนิคพิเศษ เช่น Spot UV, ปั๊มเคทอง และโฮโลแกรม ที่ช่วยอัปเกรด พิมพ์กล่องใส่สินค้า ให้ดูแพง
  • แนะนำวัสดุกระดาษยอดฮิตสำหรับ กล่องบรรจุภัณฑ์สั่งทำ เลือกอย่างไรให้ทนทานและสวยงาม
  • เคล็ดลับการออกแบบและเตรียมไฟล์ส่งโรงงาน ผลิตกล่องบรรจุภัณฑ์ แบบมืออาชีพ

ทุกวันนี้บรรจุภัณฑ์ไม่ได้เป็นแค่สิ่งที่ปกป้องสินค้าอีกต่อไป แต่มันคือ “หน้าตา” และ “ตัวแทนของแบรนด์” ที่ผู้บริโภคเห็นเป็นอย่างแรก การออกแบบกล่องอย่างพิถีพิถันจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพราะดีไซน์ที่ดีช่วยสื่อสารคุณค่า จุดเด่น และบุคลิกของสินค้าได้อย่างตรงใจลูกค้า รวมถึงสร้างภาพลักษณ์ที่ทำให้แบรนด์ดูน่าเชื่อถือมากขึ้นทันทีตั้งแต่แรกเห็น

แต่แม้ดีไซน์จะดีแค่ไหน หากขั้นตอนการพิมพ์ไม่ประณีต สีไม่สวยไม่ตรงต้นฉบับ หรือคุณภาพวัสดุไม่เหมาะกับประเภทสินค้า ผลลัพธ์ที่ออกมาก็อาจทำให้ภาพลักษณ์ของแบรนด์เสียหายได้เช่นกัน นั่นจึงเป็นเหตุผลว่าทำไม “งานพิมพ์คุณภาพสูง” จึงเป็นอีกหนึ่งกุญแจสำคัญที่ช่วยเสริมให้ดีไซน์ที่ตั้งใจสื่อออกมาได้อย่างสมบูรณ์แบบ

เพราะท้ายที่สุดแล้ว บรรจุภัณฑ์ที่ดูดีและพิมพ์ได้คุณภาพ จะช่วยให้สินค้าโดดเด่นบนชั้นวาง สร้างความประทับใจ และกระตุ้นยอดขายได้มากกว่าที่คิด บทความนี้จึงรวบรวม 10 เทคนิคสำคัญในการพิมพ์กล่องบรรจุภัณฑ์ ที่แบรนด์ควรรู้ ตั้งแต่การเลือกวัสดุ เทคนิคพิมพ์ ไปจนถึงลูกเล่นพิเศษที่จะทำให้สินค้าของคุณดูพรีเมียมขึ้นอย่างเห็นได้ชัด และสามารถใช้เป็นคู่มือพัฒนากล่องให้ตอบโจทย์การตลาดยุคใหม่ได้จริง

สารบัญ

เทคนิคการพิมพ์กล่องบรรจุภัณฑ์

เทคนิคการพิมพ์กล่องบรรจุภัณฑ์มีหลายรูปแบบ ซึ่งแต่ละแบบช่วยเพิ่มความสวยงาม ความโดดเด่น และคุณค่าทางการตลาดให้กับสินค้า บทความนี้จะพาไปรู้จักเทคนิคที่นิยมใช้ในอุตสาหกรรม เพื่อให้แบรนด์เลือกใช้ได้อย่างเหมาะสมและเห็นผลจริง

แต่ก่อนจะเลือกเทคนิคต่างๆ เราต้องทำความเข้าใจ “ระบบการพิมพ์” ที่ใช้ทำกล่องบรรจุภัณฑ์ก่อน โดยสามารถแบ่งออกเป็น 2 ระบบหลัก ดังนี้

1.การพิมพ์ออฟเซ็ท (Offset Printing)

เป็นระบบพิมพ์ที่ใช้ “เพลทโลหะ” รับภาพแล้วถ่ายทอดผ่านยาง (Blanket) ไปสู่กระดาษ สีจึงสม่ำเสมอและคมชัดมาก เหมาะกับงานกล่องที่ต้องการคุณภาพสูง เช่น กล่องครีม กล่องอาหารเสริม และงานที่ผลิตจำนวนมาก เพราะยิ่งพิมพ์เยอะต้นทุนเฉลี่ยยิ่งถูก

2.การพิมพ์ดิจิทัล (Digital Printing)

ใช้หัวพิมพ์ยิงหมึกลงบนกระดาษโดยตรง ไม่ต้องทำเพลท ทำให้เริ่มพิมพ์ได้ทันที เหมาะกับงานเร่งด่วน ปริมาณน้อย หรือหลายดีไซน์ เช่น งานเทสตลาด กล่องรุ่นพิเศษ หรือแพ็กเกจสั่งผลิตจำนวนไม่มาก แม้ความละเอียดไม่เท่าออฟเซ็ท แต่ยืดหยุ่นและรวดเร็วกว่าอย่างมาก

เทคนิคพิเศษในการพิมพ์กล่องบรรจุภัณฑ์ เพื่อสร้างความแตกต่างให้สินค้า

เทคนิคพิเศษ ที่ใช้ในการพิมพ์กล่องบรรจุภัณฑ์

นอกจากการออกแบบที่ช่วยกำหนดภาพลักษณ์ของสินค้าแล้ว ขั้นตอน “เทคนิคตกแต่งงานพิมพ์” ก็เป็นอีกส่วนสำคัญที่ช่วยให้กล่องดูโดดเด่นขึ้นอย่างชัดเจน ทั้งในด้านความสวยงาม ความพรีเมียม และความน่าสนใจบนชั้นวางสินค้า

เทคนิคเหล่านี้สามารถเพิ่มมูลค่าให้สินค้าได้มากกว่าการพิมพ์ทั่วไป และเป็นตัวช่วยให้แบรนด์สื่อสารความรู้สึกหรือคุณค่าที่ต้องการได้ชัดเจนขึ้น เรามาดูกันว่ามีเทคนิคพิเศษแบบไหนที่นิยมใช้ในงานกล่องบรรจุภัณฑ์กันบ้าง

1.เทคนิคการเคลือบเงาหรือการเคลือบด้าน

เป็นเทคนิคพื้นฐานที่ช่วยเพิ่มความสวยงามและความทนทานให้กับกล่องบรรจุภัณฑ์ การเคลือบเงาจะให้ผิวมันวาว สะท้อนแสง ดูสดใส ส่วนการเคลือบด้านจะให้ผิวเรียบหรู ดูพรีเมียมยิ่งขึ้น แบรนด์สามารถเลือกใช้ตามสไตล์ของสินค้า เพื่อเพิ่มความโดดเด่นและช่วยปกป้องงานพิมพ์ไม่ให้ถลอกง่าย

2.การเคลือบแบบสปอตยูวี

เป็นเทคนิคที่ใช้ความร้อนและแม่พิมพ์กดฟอยล์สีต่างๆ ลงบนกล่อง โดยสีที่นิยมที่สุดคือทองและเงิน ช่วยเพิ่มความหรูหรา ความสว่าง และสร้างจุดสนใจให้ตัวสินค้าได้อย่างดี เหมาะกับกล่องเครื่องสำอาง อาหารเสริม และสินค้าพรีเมียมที่ต้องการภาพลักษณ์โดดเด่น

3.ปั้มฟอยล์

ถือเป็นอีกหนึ่งเทคนิคที่น่าสนใจเป็นอย่างมากเลย เพราะการทำชนิดนี้นั้นก็จะเป็นการปั้มฟอยล์สีที่เราต้องการให้ลงไปที่งานพิมพ์ของเรา โดยมีทั้งสีทองและสีเงิน โดยส่วนใหญ่จะนิยมใช้เพื่อที่จะเพิ่มความหรูหราให้กับสินค้าของเราได้เป็นอย่างดีเลยทีเดียว นับได้ว่าเทคนิคนี้นั้นก็เป็นเทคนิคที่ค่อนข้างจะน่าสนใจอยู่เหมือนกัน

4.การไดคัทมุมโค้งมน

เป็นการตัดขอบกล่องให้เป็นมุมโค้งมนแทนสี่เหลี่ยมตายตัว ช่วยให้กล่องดูมีความนุ่มนวล แตกต่าง และถือถนัดมือมากขึ้น มักใช้กับสินค้าที่ต้องการภาพลักษณ์ทันสมัยหรือดูเป็นมิตรกับผู้ใช้งาน

5.การไดคัดตามแบบของบรรจุภัณฑ์

เป็นเทคนิคที่ช่วยสร้างรูปทรงพิเศษให้กับกล่อง เช่น ช่องโชว์สินค้า หน้าต่างใส รูปทรงเฉพาะแบรนด์ ทำให้บรรจุภัณฑ์ดูมีลูกเล่นและจดจำได้ง่ายขึ้น เหมาะสำหรับแบรนด์ที่ต้องการความแตกต่างและต้องการเพิ่มประสบการณ์ให้ลูกค้า

6.การพิมพ์สีทองแบบเมทัลลิค

เป็นการใช้หมึกสีทองเมทัลลิกแทนการปั๊มฟอยล์ ช่วยให้ได้โทนทองที่สวยใกล้เคียงฟอยล์ แต่ประหยัดต้นทุนมากกว่า เหมาะกับงานดิจิทัลพิมพ์ที่เครื่องทั่วไปพิมพ์สีทองจริงไม่ได้ และเหมาะกับงานที่ไม่ต้องการความหรูหรามากเท่าการปั๊มฟอยล์

7.เทคนิคการพิมพ์แบบ 1 ต่อ 1

เป็นการพิมพ์ชิ้นงานแบบ “แต่ละใบไม่เหมือนกัน” เช่น หมายเลขเฉพาะ ชื่อแต่ละลูกค้า QR Code หรือดีไซน์หลากหลาย เหมาะกับงานสั่งผลิตจำนวนไม่มาก งานลิมิเต็ด หรือแคมเปญพิเศษที่ต้องการความเฉพาะตัว ไม่เหมาะกับงานผลิตทีละจำนวนมากเพราะต้นทุนจะสูงขึ้น

8.การปั๊มจม (Debossing) และ ปั๊มนูน (Embossing)

ความแตกต่างที่ชัดเจนและการเลือกใช้

  • ปั๊มนูน (Embossing): เป็นการดันกระดาษจากด้านหลังขึ้นมาให้ “นูนสูง” กว่าพื้นผิวปกติ
    • เหมาะสำหรับ: การเน้นโลโก้ ชื่อแบรนด์ หรือข้อความสำคัญที่ต้องการให้โดดเด่นสะดุดตาที่สุด เมื่อลูบไปแล้วจะรู้สึกสะดุดมือ
    • การประยุกต์ใช้: นิยมทำร่วมกับการ พิมพ์กล่องสินค้าแบรนด์ ที่ต้องการความหรูหรา หรือทำคู่กับการปั๊มฟอยล์ (Foil Stamping) เพื่อให้ส่วนที่นูนออกมามีสีทองหรือเงินแวววาว
  • ปั๊มจม (Debossing): เป็นการกดกระดาษจากด้านหน้าลงไปให้ “ลึกลง” กว่าระนาบพื้นผิว
    • เหมาะสำหรับ: แบรนด์สไตล์มินิมอล (Minimalist) ที่ต้องการความเรียบโก้ ดูสุขุม นุ่มนวล ไม่ตะโกนแต่ดูแพง
    • การประยุกต์ใช้: นิยมใช้กับกล่องกระดาษที่มีความหนา หรือกระดาษลูกฟูก เพื่อให้เห็นร่องลึกที่ชัดเจน มักใช้กับข้อความสั้นๆ หรือสัญลักษณ์แบรนด์

9.โฮโลแกรม (Hologram)

การ พิมพ์กล่องบรรจุภัณฑ์ ด้วยเทคนิคโฮโลแกรม (Hologram) ไม่ได้เป็นเพียงแค่การเพิ่มความวิบวับเท่านั้น แต่คือการสร้าง “Attraction Power” หรือพลังดึงดูดสายตาที่รุนแรงที่สุดเมื่อวางอยู่บนชั้นวาง ด้วยคุณสมบัติการสะท้อนแสงเป็นสีรุ้ง (Rainbow Spectrum) ที่เปลี่ยนไปตามมุมมอง ทำให้สินค้าดูมีชีวิตชีวา ทันสมัย และดูล้ำกว่าคู่แข่ง

รูปแบบของโฮโลแกรมในงานผลิตกล่องบรรจุภัณฑ์

เพื่อให้ตอบโจทย์ดีไซน์ที่หลากหลาย การใช้โฮโลแกรมในการ ผลิตกล่องบรรจุภัณฑ์ สามารถทำได้หลายรูปแบบ ดังนี้:

1)การปั๊มฟอยล์โฮโลแกรม (Holographic Hot Stamping) คล้ายกับการปั๊มเคทองหรือเคเงิน แต่เปลี่ยนเป็นฟอยล์โฮโลแกรมแทน วิธีนี้ได้รับความนิยมสูงสุดสำหรับการ พิมพ์กล่องสินค้าแบรนด์ ที่ต้องการเน้นเฉพาะจุด

  • เหมาะสำหรับ: การเน้นโลโก้ ชื่อแบรนด์ หรือสโลแกน ให้ดูโดดเด่นตัดกับพื้นหลังสีด้าน (Matte)
  • จุดเด่น: ให้ความรู้สึกพรีเมี่ยมแบบมีลูกเล่น ไม่ดูเลอะเทอะจนเกินไป

2)การเคลือบฟิล์มโฮโลแกรม (Holographic Lamination) เป็นการเคลือบฟิล์มลายโฮโลแกรมทับลงไปบนงานพิมพ์ทั่วทั้งใบ หรือเคลือบลงบนกระดาษก่อนพิมพ์

  • เหมาะสำหรับ: กล่องบรรจุภัณฑ์สั่งทำ สำหรับสินค้ากลุ่มวัยรุ่น เครื่องสำอางคอลเลกชันพิเศษ หรือ Gadget ไอที
  • จุดเด่น: สร้าง Impact ได้รุนแรง กล่องจะดูแวววาวเล่นแสงไฟได้ทุกมุมมอง

3)ลวดลายของโฮโลแกรม (Holographic Patterns) หลายคนอาจเข้าใจว่าโฮโลแกรมมีแค่แบบสีรุ้งเรียบๆ แต่จริงๆ แล้วในการ พิมพ์กล่องบรรจุภัณฑ์ มีลวดลายให้เลือกเยอะมากเพื่อสร้าง Character ให้กับแบรนด์ เช่น

  • ลายทราย (Sand / Glitter): ให้ความรู้สึกระยิบระยับเหมือนกากเพชร หรูหรา
  • ลายกระจกแตก (Broken Glass): ให้ความรู้สึกเท่ ดุดัน เหมาะกับสินค้าผู้ชายหรือแนวสตรีท
  • ลายเสาน้ำ (Pillar): เป็นเส้นตรงแนวตั้ง ให้ความรู้สึกโมเดิร์น ไฮเทค
  • ลาย 3D Lens: สร้างมิติลึกตื้นที่ดูล้ำสมัย

10.หน้าต่างโชว์สินค้า (Window Patching)

การเจาะหน้าต่างติดพลาสติกใส ช่วยให้ลูกค้าเห็นสินค้าจริงภายในโดยไม่ต้องแกะกล่อง เทคนิคนี้นิยมมากในการพิมพ์กล่องบรรจุภัณฑ์ อาหาร ขนม หรือสินค้าที่มีดีไซน์สวยงามในตัวมันเองอยู่แล้ว

Window Patching คือกระบวนการหลังการพิมพ์ (Post-press process) ที่เพิ่มลูกเล่นให้กับกล่องบรรจุภัณฑ์ โดยการนำกระดาษที่ผ่านการไดคัท (เจาะรู) เป็นรูปทรงต่างๆ มาติดแผ่นพลาสติกใสปิดทับช่องว่างนั้นด้วยกาวชนิดพิเศษ เพื่อให้เกิดเป็น “หน้าต่าง” ที่ผู้ซื้อสามารถมองเห็นสินค้าภายในได้จริง โดยที่สินค้ายังคงถูกปกป้องจากฝุ่นละอองและการสัมผัส

ข้อควรระวังในการออกแบบ (Design Guidelines)

เพื่อให้กล่องบรรจุภัณฑ์ แบบเจาะหน้าต่างออกมาสวย และผลิตจริงได้

  • ระยะห่าง (Margins): ควรเว้นระยะห่างจากขอบหน้าต่างที่เจาะ ถึงขอบพับหรือรอยพับของกล่อง อย่างน้อย 1.5 – 2 ซม. เพื่อให้มีพื้นที่สำหรับทากาวติดแผ่นพลาสติก และป้องกันไม่ให้กาวเลอะออกมาโดนสินค้า
  • ความหนาของพลาสติก: เลือกความหนาให้สัมพันธ์กับขนาดหน้าต่าง ถ้าหน้าต่างกว้างมากแต่พลาสติกบางเกินไป อาจทำให้พลาสติกย้วย ไม่ตึงสวย หรือแตกง่าย
  • ถาดรองด้านใน (Support Tray): หากสินค้ามีขนาดเล็กกว่ากล่อง หรือจัดทรงยาก ควรมีไส้กล่อง (Insert) หรือถาดรอง เพื่อดันสินค้าให้มาอยู่ชิดหน้าต่างเสมอ ไม่ล้มหรือกลิ้งไปมาเมื่อวางขาย
เลือกกระดาษพิมพ์กล่องบรรจุภัณฑ์อย่างไรให้งานออกมาสวยและมีคุณภาพ

เลือกกระดาษอย่างไรให้งาน พิมพ์กล่องบรรจุภัณฑ์ ปังสุด?

นอกจากเทคนิคการพิมพ์แล้ว “เนื้อกระดาษ” คือพระเอกที่มองข้ามไม่ได้ การเลือกกระดาษผิดอาจทำให้กล่องบรรจุภัณฑ์ ที่ออกแบบมาสวยๆ พังได้เลย

1.กระดาษอาร์ตการ์ด (Art Card)

ผิวเรียบเนียน ขาวสะอาด เหมาะกับงาน พิมพ์กล่องสินค้าแบรนด์ ที่ต้องการความคมชัดของภาพสูง สีสันสดใส รองรับเทคนิคพิเศษได้ครบ

2.กระดาษคราฟท์ (Kraft Paper):

สายรักษ์โลก สายมินิมอล ต้องตัวนี้ให้ความรู้สึกเป็นธรรมชาติ อบอุ่น แข็งแรง ทนทาน เหมาะกับการ พิมพ์กล่องบรรจุภัณฑ์พรีเมี่ยม สไตล์ Eco-friendly

3.กระดาษแป้งหลังเทา/หลังขาว

เป็นตัวเลือกที่ประหยัดต้นทุน สำหรับงาน ผลิตกล่องบรรจุภัณฑ์ ที่เน้นความแข็งแรงแต่ราคาไม่แพงมาก

ราคาผลิตกล่องบรรจุภัณฑ์ และเทคนิคพิเศษ

(อ้างอิงราคาตลาดและผู้ผลิตในไทย เช่น packingdesigns )

1.ราคาตั้งต้น (Base Price)

ราคานี้คือค่าผลิตกล่องพื้นฐาน ยังไม่รวมเทคนิคพิเศษ

  • สเปคมาตรฐาน: กระดาษอาร์ตการ์ด 350 แกรม, พิมพ์ Offset, เคลือบลามิเนต (ด้าน/เงา) ฟรี
  • ราคาประเมิน: 4 – 20 บาท/ชิ้น
  • เงื่อนไข: สำหรับขนาดกางออกไม่เกิน A5 จำนวนสั่งผลิต 100 – 1,000 ชิ้น

2.ค่าเทคนิคพิเศษ (Add-on Options)

ราคาจะบวกเพิ่มจากราคาตั้งต้น โดยแบ่งการคิดราคาเป็น 2 รูปแบบ คือ “คิดต่อชิ้น” และ “คิดเหมาตามแบบ”

กลุ่ม A: คิดเพิ่มต่อชิ้น (Unit Cost) คำนวณง่าย ยิ่งสั่งเยอะราคายิ่งคุ้ม

  • เคลือบวานิช (Varnish Coating): เพิ่มประมาณ 0.50 บาท/ชิ้น (ขึ้นอยู่กับขนาดกล่อง)
  • เจาะหน้าต่างติดพลาสติก (Window Cut + Film): เริ่มต้น 1.00 บาท/ชิ้น (ขึ้นอยู่กับขนาดรูเจาะ)

กลุ่ม B: คิดตามพื้นที่และค่าบล็อก (Area & Block Cost) กลุ่มนี้ต้องใช้แม่พิมพ์ ราคาจะขึ้นอยู่กับความยากง่ายและจำนวนสี

  • ปั๊มฟอยล์ทอง/เงิน (Hot Stamping): ราคาประเมิน 3,000 – 5,000 บาท / สี / แบบ
  • ปั๊มนูน/ปั๊มจม (Embossing/Debossing): ราคาประเมิน 3,000 – 5,000 บาท / แบบ
  • สปอตยูวี (Spot UV): คิดราคาเหมาตามพื้นที่และดีไซน์ (ไม่รวมในราคาฐาน)

หมายเหตุ: ราคาในกลุ่ม B เป็นการประเมินเบื้องต้นสำหรับการทำบล็อกและค่าขึ้นงาน หากผลิตจำนวนมาก ราคาเฉลี่ยต่อชิ้นจะถูกลงอย่างมาก

3.เงื่อนไขและปัจจัยที่มีผลต่อราคา

  • ปริมาณการสั่ง (Volume): การสั่งผลิตจำนวนมาก (เช่น 1,000 ชิ้นขึ้นไป) จะช่วยลดต้นทุนเฉลี่ยต่อชิ้นลงได้มาก
  • ค่าแก้ไขบล็อก: หากมีการแก้ไขแบบหลังจากทำบล็อกแล้ว จะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มประมาณ 2,000 บาท/ครั้ง
  • ภาษีและค่าจัดส่ง: ราคาข้างต้นเป็นราคาประเมิน ยังไม่รวม VAT 7% และค่าจัดส่ง

คำแนะนำสำหรับการขอราคา (How to Quote)

เนื่องจากงานพิมพ์กล่องมีรายละเอียดที่ปรับเปลี่ยนได้ (Customized) เพื่อให้ได้ราคาที่แม่นยำที่สุด ควรดำเนินการดังนี้

1.เตรียมไฟล์งาน: ควรเป็นไฟล์สกุล .AI หรือ .PDF ที่ระบุตำแหน่งเทคนิคพิเศษชัดเจน
2.ระบุสเปค: แจ้งจำนวนที่ต้องการผลิต (MOQ), ขนาดกล่อง (กว้างxยาวxสูง), และเทคนิคที่ต้องการ
3.ส่งโรงพิมพ์ประเมิน: ส่งข้อมูลทั้งหมดให้โรงพิมพ์ (เช่น Royalpaper) เพื่อประเมินราคา Final

อยากมีกล่องสวยๆ แบบนี้บ้างไหม? ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านการ ผลิตกล่องบรรจุภัณฑ์ กับเราได้ทันที เราพร้อมช่วยคุณออกแบบและผลิตกล่องที่ตอบโจทย์ที่สุด [คลิกเพื่อสอบถามราคาพิมพ์กล่อง]

สรุป

อย่างไรก็ตามนั้นเทคนิคในการออกแบบกล่องบรรจุภัณฑ์ในบ้านเราก็ถือเป็นสิ่งที่หลายๆ คนได้เลือกนำไปใช้กันเยอะเป็นอย่างมากเลย แน่นอนว่าในแต่ละชนิดนั้นก็ย่อมจะมีความแตกต่างกันออกไป

ดังนั้นก็ควรที่จะต้องมีการเลือกใช้เทคนิคต่างๆ ไปอย่างเหมาะสมด้วย เพื่อที่สินค้าของเรานั้นจะได้ออกมาดูดีและเป็นที่ต้องการในท้องตลาดได้ อย่าลืมว่านอกจากบรรจุภัณฑ์ของเราจะออกมาดีแล้วนั้นสินค้าที่อยู่ข้างในกล่องบรรจุภัณฑ์ของเราก็จะต้องดีและมีคุณภาพอีกด้วย ถ้าเราทำได้รับรองเลยว่าจะเป็นกล่องบรรจุภัณฑ์ที่ดีและมีคุณภาพมากที่สุด

อ่านบทเพิ่มเติม>>5 เทคนิคการเลือกโรงพิมพ์กล่องบรรจุภัณฑ์


คำถามที่พบบ่อย

1.ระบบการพิมพ์กล่องบรรจุภัณฑ์ที่นิยมมีอะไรบ้าง และแต่ละแบบเหมาะกับงานแบบไหน?

ตอบ: ปัจจุบันนิยมใช้ 2 ระบบหลัก คือ
1.ออฟเซ็ท (Offset Printing): ให้รายละเอียดคมชัด สีสันสดใส เหมาะกับงานจำนวนมากและต้องการคุณภาพสูง
2.ดิจิทัล (Digital Printing): เหมาะกับงานจำนวนน้อยหรือที่ต้องการเปลี่ยนดีไซน์บ่อย พิมพ์รวดเร็ว ยืดหยุ่นสูง

2.เทคนิคพิเศษที่ช่วยเพิ่มมูลค่าให้กล่องบรรจุภัณฑ์มีอะไรบ้าง?

ตอบ: ตัวอย่างเทคนิคยอดนิยม เช่น
เคลือบเงา/เคลือบด้าน: เพิ่มความสวยงามและความคงทน
สปอตยูวี: เคลือบเฉพาะจุดเพื่อเน้นโลโก้หรือข้อความสำคัญ
ปั๊มฟอยล์: เพิ่มความหรูหรา เช่น สีทองหรือเงิน
ไดคัทมุมมน/ไดคัทตามแบบ: เพิ่มลูกเล่นและความโดดเด่นให้รูปทรงกล่อง
พิมพ์สีทองเมทัลลิค: สร้างเอฟเฟกต์สีทองโดยไม่ต้องปั๊มฟอยล์ ลดต้นทุน
พิมพ์ 1 ต่อ 1: สำหรับกล่องที่ต้องการข้อมูลเฉพาะแต่ละชิ้น เช่น โค้ดหรือชื่อเฉพาะ

3.ควรเลือกใช้เทคนิคการพิมพ์กล่องอย่างไรให้เหมาะกับสินค้าและงบประมาณ?

ตอบ: เลือกตามจำนวนที่ต้องการผลิต, งบประมาณ, ลักษณะสินค้า และภาพลักษณ์ที่ต้องการ เช่น
1.งานจำนวนน้อย ใช้พิมพ์ดิจิทัล
2.งานจำนวนมาก ใช้พิมพ์ออฟเซ็ท
3.ต้องการสร้างความพรีเมียม ใช้ปั๊มฟอยล์หรือเคลือบยูวี
4.เน้นความแตกต่าง เลือกเทคนิคไดคัทเฉพาะทางหรือพิมพ์สีพิเศษ